ไขมันพอกตับอันตรายถึงชีวิต

ไขมันพอกตับ

โรคไขมันพอกตับ เป็นโรคชนิดหนึ่ง ที่เกิดขึ้นกับตับ โดยการเกิดมีไขมันเข้าไปจับ หรือเกาะที่เซลล์ของตับมากผิดปกติ ซึ่งไขมันที่ถือว่าอยู่นะดับอันตรายคือ เกาะที่ตับ 5-10 % ของเนื้อตับทั้งหมด ไขมันดังปล่าวเป็นไขมันประเภทไตรกรีเซอไรด์  หรือไขมันที่อยู่ในเส้นเลือด ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเกิดอ่าการไขมันพอกตับแล้วก็อาจจะนำไปสู่โรคอื่นๆ อีกหลายโรคไม่ว่าจะเป็นโรคตับแข็ง หรือโรคมะเร็งที่ตับได้เลยทีเดียว

โรคไขมันพอกตับนั้นสามารถเกิดขึ้นกับคนได้ทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนแก่ โดยจากการศึกษาพบว่า มีอัตราการเกิดของโรคดังกล่าวได้ 10-35% เลยทีเดียว โดยมีสาเหตุ และปัจจุยการเกิดดังต่อไปนี้

  1. หากผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ความดันในเลือดสูง หรือโรคอ้วน ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไขมันพอกที่ตับได้กว่า 75% เลยทีเดียว
  2. โรคไขมันพอกที่ตับ อาจเกิดขึ้นได้ จากกรณีการขาดสารอาหาร หไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอ หรือผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับสารอาหรผ่านทางสายยางเป็นเวลานาน
  3. เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารพิษบางชนิด เช่น รับประทานเห็ดมีพิษเข้าไป หรือ ได้รับสารพิษจากยาฆ่าแมลง เป็นต้น
  4. บางกรณี แพทย์จะทำการวิเคราะห์ว่าอาจเกิดจากสาเหตุทางพันธุกรรม ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ
  5. ปัจจัยด้านอาหาร ที่มักพบได้ว่า คนที่เป็นโรคไขมันพอกตับ มักเป็นคนที่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง หรือให้พลังงานสูง จำพวกหมู่อาหารคาร์โบไฮเดรต และไขมัน โปรตีน หรืออาจเกิดได้จากการดื่มเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ เป็นประจำ
  6. เกิดจากผลข้างเคียงของการให้ยาบางชนิด ไม่ว่าจะเป็นยาประเภทปฏิชีวนะ ยากลุ่มสเตียรอยด์ ยาต้านมะเร็ง ยาต้านไวรัสบางชนิด แม้กระทั่งยาจำพวกพาราเซตามอล ก็เสี่ยงต่อการเกิดโรคไขมันพอกตับ หากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป
  7. เกิดจากการลดน้ำหนักอย่างหักโหม หรืออาจเกิดได้จากกระบวนการผ่าตัดเพื่อลดขนาดกะเพราะ โดยมีเจตนาในการลดนร้ำหนัก ซึ่งมีการศึกษามาแล้วว่า อาจจะส่งผลต่อตับได้โดยตรง
  8. เกิดจากการติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัสตับอักเสบ บี หรือ ซี ไวรัส HIV หรือโรคเอดส์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แม้เป็นโรคร้ายแรง แต่โรคไขมันพอกตับ กลับไม่มีอาการให้เห็นได้อย่างเฉพาะ  จะมีการสังเกตและตรวจพบได้ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น โดยเมื่อไขมันพอกตับไม่ถูกรักษาให้หายล่ะก็ มันจะค่อยๆ สะสมกลายเป็นพังผืดที่ตับ และส่งผลทำให้เกิดโรคตับแข็งได้ในที่สุด ทั้งนี้อาจจะพัฒนากลายเป็นมะเร็งตับได้อีกด้วย จึงถือว่าโรคไขมันพอกตับ เป็นโรคที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด

แนวทางการรักษาโรคนั้น หากมีการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไขมันพอกตับ แพทย์จะทำการรักษาโดยการฉีดยาลดไขมันในเลือด หรือการรักษาโดยการเยียวยาต้นเหตุ เช่นเป็นโรคเบาหวาน ก็จะรักษาโรคเบาหวาน อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่เคสนั้นๆ ว่าจะรักษาอย่างไร เพราะอาจจะมีการให้ยาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับร่วมด้วย เช่นยาบำรุงตับ ยาเพิ่มการไหลเวียนของเลือด วิตามินอี เป็นต้น นอกจากนั้นแพทย์ จะทำการรักษาโรคอย่างเป็นระบบ ด้วยการควบคุมอาหาร ไขมัน และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับผู้ป่วยที่พบว่ามีอาการของโรคไขมันพอกตัว ควรปฏิบัติตัวดังนี้

เลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างเด็ดขาด

            – ปฏิบัติตามคำสั่ง หรือคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ในกรณีที่ต้องใช้ยาอะไรควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรทุกครั้ง ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะยาบางชนิดส่งผลเสียโดยตรงต่อตับ

            – หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้พลังงานสูง เพราะร่างกายจะเปลี่ยนพลังงานเหล่านี้เป็นไขมันในที่สุด อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่อาหารประเภทแป้ง ไขมัน เนื้อสัตว์ที่ให้พลังานสูง จะได้ผลที่สุดถ้าหันมาเน้นรับประทานผัก ธัญพืช หรือเนื้อปลาแทน

            – หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง การเกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เพราะโรคเหล่านี้จะส่งผลทำให้เกิดการสะสมของไขมันในร่างกาย รวมถึงส่วนของตับด้วย ซึ่งเมื่อสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน และความดันโลหิตได้ ก็จะสามารถเลี่ยงการเป็นโรคไขมันพอกตับได้นั่นเอง

            – ออกกำลังกายเป็นประจำ ในอัตราที่เหมาะสมกับสุขภาพ เพราะสามารถที่จะป้องกันการเกิดโรคไขมันพอกตับได้ดีอีกทางหนึ่ง นอกจากนั้นยังช่วยลดการสะสมของไขมันในร่างกายได้อีกด้วย

 

ขอบคุนรูปภาพจาก: www.168-fff.com