Treatment หน้าใสคืออะไร หน้าใสจริงหรือ?

ทรีทเมนต์หน้าใส

แน่นอนว่าสาวๆ ในยุคนี้ สิ่งแรกที่จะต้องคำนึงถึงเลย ก็คือเรื่องความสวยความงาม โดยเฉพาะในเรื่องของผิวหน้า และผิวพรรณ เพราะบ้านเรานิยมที่จะมีผิวขาวกระจ่างสวย ซึ่งดูดีและดึงดูดได้มากกว่าผิวเข้ม และผิวที่มีริ้วรอยด่างดำ ดูไม่สวย สาวๆ จึงมักจะจะหาวิธีในการทำให้หน้าสวยใสอยู่ตลอด ซึ่งก็มีด้วยกันหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการทำ Laser หรือแม้ต่การทำ ทรีตเมนต์หน้าด้วยกรรมวิธีต่างๆ

สำหรับการทำทรีตเมนต์ใบหน้า นั้นจะเป็นกรรมวิธีการทำให้หน้าใส ที่ไม่จำเพาะเจาะจงว่าจะรักษาปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่โดยรวมแล้วเป็นการทำให้ผิวหน้าดูขาวใส รักษาปัญหาต่างๆ ที่เกิดกับผิวหน้า โดยที่สาวๆ ไม่จำเป็นจะต้องไปเสี่ยงกับเข็ม แสงเลเซอร์ หรือมีดผ่าตัด เพราะกรรมวิธีเหล่านั้นมักจะสร้างความระคายเคืองและผลข้างเคียงไม่มากก็น้อย แก่ผิวหน้าของสาวๆ นั่นเอง ดังนั้นสาวๆ หลายคนจึงนิยมหันมาทำทรีตเมนต์หน้าใสแทน ซึ่งจะเป็นการกำจัดริ้วรอยต่างๆ ของผิวหน้าโดยไม่จำเป็นจะต้องลงลึกเหมือนการทำหน้าใสด้วยวิธีอื่นๆ อีกทั้งราคายังไม่แพงมากนักและในเมืองไทยก็มีให้บริการหลายที่อีกด้วย

การทำทรีตเมนต์หน้าใส ที่ได้รับความนิยม มีดังนี้

  1. AHA Treatment เป็นกรรมวิธีการทำทรีตเมนต์หน้าใส ด้วยการใช้กรดผลไม้ เช่น กรดที่ได้จากผลมะละกอ กรดจากอ้อย เป็นต้น ซึ่งกระบวนการทำ AHA Treatment นั้นจะใช้หลักการเร่งการผลัดเซลล์ผิว (แต่เดิมร่างกายเราจะผลัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายไปแล้วประมาณ 21-28 วันต่อครั้ง) ทำให้เซลล์ผิวที่ตายทับถมกันอยู่ด้านบนของผิวหนัง หลุดลอกออกไปได้อย่างง่ายดาย และจะช่วยทำให้เซลล์ผิวใหม่ที่ผลัดเข้ามาแทนนั้นดูขาว กระจ่างใสมากกว่าเดิมนั่นเอง

สำหรับ AHA ที่มีการนำเอามาใช้ทำทรีตเมนต์ จะมีความเข้มข้นที่ประมาณ 20 – 70% ซึ่งมีความเข้มข้นมากพอที่จะช่วยลอกเซลล์ผิวเก่าได้อย่างดี อย่างไรก็ตามการทำ AHA Treatment ถือเป็นกรรมวิธีการลอกหน้า(Peeling) อย่างหนึ่ง ดังนั้นไม่ควรทำบ่อยนัก เพราะอาจจะส่งผลให้กิดผลข้างเคียงได้ ระยะเวลาที่เหมาะสมในการทำ AHA Treatment แต่ละครั้งคือ ทุกๆ 3-4 สัปดาห์ แล้วแต่สภาพผิว

  1. การทำ Non-Needle Mesotherapy เป็นกระบวนการทำทรีตเมนต์ โดยใช้ไฟฟ้า ในโวท์ที่เหมาะสม ในการเปิดเซลล์ผิวหน้า ทำให้วิตามิน และสารอาหารต่างๆ นั้นสามารถที่จะซึมเข้าผิวหนังได้ดีมากขึ้น โดยเมื่อทำแล้วจะพบได้ว่า ริ้วรอยเหี่ยวย่น ดำคล้ำ ตลอดจนสีผิวที่ไม่กระจ่างใสนั้น จะหายไป เนื่องจากผิวนั้นจะถูกกระตุ้นให้สามารถดูดซึมวิตามินต่างๆ ที่ใช้ในกระบวนการได้ดีขึ้น ทำให้หน้าใส กระจ่างสวยงามอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามการทำ Non-Needle Mesotherapy นั้นจะไม่เห็นผลอย่างรวดเร็วทันตา เหมือนกรรมวิธีอื่นๆ เพราะต้องรอให้เซลล์ผิวนั้นดูดซับเอาสารอาหารต่างๆ เข้าสู่ผิวเสียก่อน จึงจะค่อยๆ เห็นผลภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งการทำ Non-Needle Mesotherap นี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ทำติดต่อกันสัปดาห์ละครั้ง 6 สปัดาห์จะเห็นความแตกต่างได้ว่า ผิวที่มีปัญหาเรื่องของริ้วรอย จุดด่างดำ และปัญหาฝ้า กระ นั้นค่อยๆ หายไป

  1. การทำ Oxygen Peeling Treatment เป็นรูปแบบการทำทรีตเมนต์หน้าใส แบบที่ใช้เครื่องมือพิเศษ ในการอัดแรงดันอากาศสูง เข้าไปที่บริเวณผิวหน้า เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลบเลือนริ้วรอยต่างๆ และ รอยด่างดำที่เกิดขึ้น ตลอดจนเร่งการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกเร็วมากขึ้น ดังนั้นจึงทำให้ผิวหน้าดูกระจ่างสวย ดูมีความยืดหยุ่น เพราะกระบวนการ จะเป็นการเติมอ้อกซีเจนให้กับผิวโดยตรงนั่นเอง กระบวนการ Oxygen Peeling Treatment มีผลข้างเคียงน้อยกว่าการทำทรีตเมนต์แบบอื่นๆ คือแทบไม่รู้สึกอะไรเลย
  2. การทำ Phonophoresis เป็นกระบวนการทำทรีตเมนต์หน้าใส ด้วยเทคนิคการผ่านสารอาหารต่างๆ เข้าสู่เซลล์ผิว ด้วยการใช้คลื่นอัลตร้าซาวน์ ทีมีความถี่สูงประมาณ 1 MHZ ขึ้นไป ซึ่งด้วยรูปแบบการใช้คลื่นความถี่แบบอัลตร้าซาวน์โดยตรง จะทำให้สารอาหาร และวิตามินต่างๆ นั้นสามารถซึมเข้าไปในผิวหนังได้เร็วมากยิ่งขึ้น เพียงระยะเวลาไม่นานหลังการทำ Phonophoresis ผู้เข้ารับการรักษาจะพบว่า ริ้วรอยต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผิวหน้านั้นดูขาวใส ไร้ริ้วรอยขึ้นกว่าเดิม

 

ผู้เขียน: | หมวด เทคโนโลยีความงาม